***** ศีล…แห่งพุทธะ ตอนที่2 *****
…. คนโง่คนเขลา เขาเข้าใจว่า การจะเป็นคนมีศีลต้องมานั่ง ท่องบาลีต่อศีล จึงจะเป็นคนบริสุทธิ์
เป็นคนมีศีล ศีลหลอกๆอย่างนี้ กุลบุตรแห่งพระชิโนรสเจ้า ท่านไม่ได้สอน ท่านสอนให้เห็นจริงและมีปัญ ญา
พวกเราหลอกตัวเองว่าเป็นคนม ีศีล โดยการท่องข้อศีล.
ศาสนานี้ถ้าคิดกันได้แค่นี้ ก็เป็นศาสนาที่โง่งมงาย ไม่น่าจะมีการเกิดกำเนิดพระ อรหันต์เจ้าได้ เราคิดและเข้าใจกันไปเอง
เป็นคนมีศีล ศีลหลอกๆอย่างนี้ กุลบุตรแห่งพระชิโนรสเจ้า ท่านไม่ได้สอน ท่านสอนให้เห็นจริงและมีปัญ
พวกเราหลอกตัวเองว่าเป็นคนม
ศาสนานี้ถ้าคิดกันได้แค่นี้
กาลเวลามันผ่านมายาวนานเหลื อเกิน พวกนอกศาสนา ก็เข้ามาอาศัยกินอยู่ในศาสนานี้เยอะ
อยู่นานลูกศิษย์ลูกหาเยอะ ก็ถ่ายทอดกันออกมาด้วยความร ู้สึกนึกคิดของตัวเอง
เพราะโลกและตำราเขาว่ากันเช ่นนี้ กูก็ว่าเช่นนี้เหมือนๆกัน ออกจากความเขลาไม่ได้.
อยู่นานลูกศิษย์ลูกหาเยอะ ก็ถ่ายทอดกันออกมาด้วยความร
เพราะโลกและตำราเขาว่ากันเช
ศีล 5 ข้อนี้ เรายกตัวอย่างบางข้อของพราห มณ์มา ไม่ใช่ศีลของพุทธศาสนาโดยกา ร คิดขึ้นมาใหม่.
แต่เป็นศีลกลางๆของมวลมนุษย ์ชาติ ศาสนาไหนเขาก็มี และมีมานานก่อนพุทธศาสนาเรา จะกำเนิดอีก
แต่เป็นศีลกลางๆของมวลมนุษย
บางลัทธิ เขามีข้อวัตรปฏิบัติเลยว่า ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามขโมย ห้ามพูดอันเป็นเท็จ ห้ามเป็นชู้ ห้ามฯลฯ มีแต่ข้อห้าม
นี่คือศีลอย่างโลกๆเขา ศีลเหล่านี้มีกันทุกๆศาสนา เพราะเป็นข้อการวางกาย วาจา ใจ อันเป็นพื้นฐานของจริยธรรม
แห่งมวลมนุษย์ชาติ ทุกๆศาสนา ต่างปฏิบัติมาในแนวข้อห้ามอ ย่างนี้
แห่งมวลมนุษย์ชาติ ทุกๆศาสนา ต่างปฏิบัติมาในแนวข้อห้ามอ
แต่ทางพุทธศาสนาไม่ได้ห้าม. ศีลทางพุทธศาสนาไม่ได้ห้ามใ คร
ศีลทางพุทธศาสนา ไม่ได้ว่ากันเป็นข้อๆ อย่างที่เราเข้าใจกัน
ศีลทางพุทธศาสนา ไม่ได้ว่ากันเป็นข้อๆ อย่างที่เราเข้าใจกัน
พวกเราพากันเข้าใจอย่างโลกเ ขาว่า และตัวเองว่า ใจเลยเข้าถึงธรรมไม่ได้
มันเป็นศีลที่มีอุปาทานมาทา งโลกิยะ เป็นแค่ศีลสมมุติ เป็นศีลที่หลงและไม่รู้จักว ่าอะไรคือศีล
มันเป็นศีลที่มีอุปาทานมาทา
เอาข้อศีลที่ตัวเองรู้และคิ ดว่าตัวเองเป็น ยึดเอามาเป็นอาวุธคอยดักทิ่ มแทงทำร้ายผู้อื่น
ที่ตัวเองคิดว่า เขากระทำการผิดศีล ดูว่าคนอื่นๆเขาผิดศีล เป็นคนเลวในสายตา และความรู้เรื่องศีลของตัวเ องไปซะนี่.
ที่ตัวเองคิดว่า เขากระทำการผิดศีล ดูว่าคนอื่นๆเขาผิดศีล เป็นคนเลวในสายตา และความรู้เรื่องศีลของตัวเ
ศีลในทางพุทธศาสนา ไม่ได้มีไว้คอยทิ่มแทงใคร ท่านชี้ไว้เพื่อคอยทิ่มแทงใ จตัวเอง.
ในสมัยโบราณ พระพุทธองค์ท่านชี้ทางให้เห ็นหน่อยเดียว ผู้คนก็ต่างกลับกลายเป็นคนใ จที่มีศีลแล้ว.
ในสมัยโบราณ พระพุทธองค์ท่านชี้ทางให้เห
ศีลทางพุทธศาสนาท่านชี้ให้เ ห็นใจที่เห็นฟากเดียว กลับย้อนมาให้เห็นทั้งสองฟา ก
สมัยก่อนคนเขาต่างก็มีศีล มีศีลข้อห้ามกันเป็นข้อๆ แต่เมื่อมาพบเจอพระพุทธองค์
จึงได้รู้ประจักษ์ใจโดยแท้ว่า ศีลที่ตัวเองจำ ตัวเองท่อง ตัวเองเป็น ตัวเขาจริงๆแล้ว ยังไม่มีศีลเลย.
สมัยก่อนคนเขาต่างก็มีศีล มีศีลข้อห้ามกันเป็นข้อๆ แต่เมื่อมาพบเจอพระพุทธองค์
จึงได้รู้ประจักษ์ใจโดยแท้ว่า
มันก็เหมือนกับเดี๋ยวนี้นั่ นแหละ ท่องจำข้อศีลกันจัง แต่ใจยังไม่มีศีลเลย
ยังเป็นศีลที่โต่งและเข้าใจ กันเอาเอง ที่สำคัญ…เป็นศีลที่ยังหน ีไม่พ้น..นรก.!!
เป็นศีลของพวกนอกศาสนา โบราณท่านเรียกเป็นศีลของพว กเดียรถีย์.
ยังเป็นศีลที่โต่งและเข้าใจ
เป็นศีลของพวกนอกศาสนา โบราณท่านเรียกเป็นศีลของพว
พวกเดียรถีย์ คือคนพวกนอกศาสนา แม้จะบวชอยู่ในพุทธศาสนา ก็ถือว่าเป็นพวกนอกศาสนาอยู่ดี.
เพราะคนพวกนี้ยังไม่มีศีลอั นเป็น วิมุติศีล ยังไม่มีใจที่ก้าวเข้าไปรู้ เห็นเป็น โลกุตระศีล
เป็นใจที่มีศีลเอาตัวไม่รอด จากนรกอยู่ ใจยังมีคติที่จะดำเนินไปยัง ไม่แน่นอน เป็นศีลตัวตนอันเป็นอุปาทาน
บาลีกล่าวว่ายังเป็น สีลัพพตปรามาส คือยังแค่ลูบคลำศีล ง่ายๆก็คือ ยังเป็นศีลแห่งความงมงายอยู ่.
เป็นใจที่มีศีลเอาตัวไม่รอด
บาลีกล่าวว่ายังเป็น สีลัพพตปรามาส คือยังแค่ลูบคลำศีล ง่ายๆก็คือ ยังเป็นศีลแห่งความงมงายอยู
ไม่ใช่ใจที่มั่นคงเป็นปกติเ พราะรู้เห็นชัด ไม่ใช่ศีลที่อริยเจ้าทรงสรร เสริญ เป็นศีลแห่งความงมงาย
และเอาตัวเข้าไปคิดเข้าไปเป ็น ตามโลกเขาว่า และตัวเองว่า…
และเอาตัวเข้าไปคิดเข้าไปเป
ศีลในทางพุทธศาสนา ไม่มีข้อห้าม พระพุทธองค์ท่าน นำข้อวัตรปฏิบัติที่มีอยู่เ ดิมๆ มาย่นย่อ
และยกตัวอย่างมาใช้กับคนทั่ วๆไป เพื่อความเหมาะสมไม่กี่อย่า ง ในการดำเนินชีวิต.
และยกตัวอย่างมาใช้กับคนทั่
พระพุทธองค์ ไม่ได้ทรงห้ามอะไรเลย อย่างพวกนอกศาสนาเขาพากันห้ ามกัน
คำว่าผู้มีศีลในทางพุทธศาสน า ท่านชี้ให้เห็นความเป็นจริง ที่เราทุกคนสามารถเห็นได้ รู้ได้ ทำได้ เป็นได้และไม่ยากเย็นอะไรเล ย..
คำว่าผู้มีศีลในทางพุทธศาสน
ที่เมืองๆหนึ่งพระพุทธองค์ท ่านได้ทรงไปโปรด เมื่อกล่าวเรื่องการทำทานเส ร็จ พระพุทธ์องค์ก็ทรงตรัสว่า.. .
ถ้าเขามาทำร้ายเรา… มาขโมยของๆเรา….. มาโกหกเรา…… มาเป็นชู้กับคนของเรา…. เราชอบหรือไม่ชอบ..?ชาวบ้านต่างเห็นชัดตรงตามความเป็นจริง จึงพากันตอบว่า…. ไม่ชอบพระเจ้าข้า..!!!
แล้วถ้าเราไปทำร้ายเขา… ไปขโมยของๆเขา… (ต่อตอนที่ 3)
ที่มา : ธรรมกะ บุญญพลัง



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น