***** ศีล…แห่งพุทธะ ตอนที่3 *****
ศีลในทางพุทธศาสนา ไม่มีข้อห้าม พระพุทธองค์ท่านนำข้อวัตรปฏ ิบัติ ที่มีอยู่เดิมๆ มาย่นย่อ และยกตัวอย่างมาใช้กับคนทั่ วๆไป เพื่อความเหมาะสมไม่กี่อย่า ง ในการดำเนินชีวิต.
พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงห้ามอะ ไรเลย อย่างพวกนอกศาสนาเขาพากันห้ ามกัน คำว่าผู้มีศีลในทางพุทธศาสน า ท่านชี้ให้เห็นความเป็นจริง ที่เราทุกคนสามารถเห็นได้ รู้ได้ ทำได้ เป็นได้และไม่ยากเย็นอะไรเล ย..
พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงห้ามอะ
ที่เมืองๆหนึ่งพระพุทธองค์ท ่านได้ทรงไปโปรด เมื่อกล่าวเรื่องการทำทานเส ร็จ พระพุทธ์องค์ก็ทรงตรัสว่า.. .
ถ้าเขามาทำร้ายเรา… มาขโมยของๆเรา….. มาโกหกเรา…… มาเป็นชู้กับคนของเรา…. เราชอบหรือไม่ชอบ..?
ถ้าเขามาทำร้ายเรา… มาขโมยของๆเรา….. มาโกหกเรา…… มาเป็นชู้กับคนของเรา…. เราชอบหรือไม่ชอบ..?
ชาวบ้านต่างเห็นชัดตรงตามคว ามเป็นจริง จึงพากันตอบว่า…. ไม่ชอบพระเจ้าข้า..!!!
แล้วถ้าเราไปทำร้ายเขา… ไปขโมยของๆเขา… ไปโกหกเขา… ไปเป็นชู้กับคนของเขา…. เขาชอบหรือไม่ชอบ…?
แล้วถ้าเราไปทำร้ายเขา… ไปขโมยของๆเขา… ไปโกหกเขา… ไปเป็นชู้กับคนของเขา…. เขาชอบหรือไม่ชอบ…?
ชาวบ้านต่างเห็นชัดตรงตามคว ามเป็นจริง จึงพากันตอบว่า…. เขาก็คงไม่ชอบเหมือนกันพระเ จ้าข้า…!!!
ถ้าเขาทำกับเรา เราไม่ชอบ… แต่เราไปทำกับเขาคนอื่น อย่างนี้เป็นคนดีหรือเลว… ?
ถ้าเขาทำกับเรา เราไม่ชอบ… แต่เราไปทำกับเขาคนอื่น อย่างนี้เป็นคนดีหรือเลว…
ชาวบ้านตอบเป็นเสียงเดียวกั นเลยว่า….เป็นคนเลวพระเจ้ าข้า.. คนเลวเมื่อกายแตกสลาย จะเป็นผู้ไปมืดหรือไปสว่าง. .?
ชาวบ้านตอบเป็นเสียงเดียวกั นเลยว่า…ไปมืดพระเจ้าข้า พระพุทธองค์ทรงถามว่า รู้ได้ไง.? ชาวบ้านตอบว่า..ก็ผลมันแสดง อยู่ คนเลวก็ย่อมไปมืด. หาสว่างไม่เจอ..!!!
ถ้าเขาทำกับเรา เราไม่ชอบ. เราพึงมีสติเรียนรู้ว่า เราทำกับเขา เขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน เราก็จะพึงไม่ทำ เพื่อความเป็นสุขสงบของเราแ ละเขา อย่างนี้เป็นคนดีหรือเลว..?
ชาวบ้านต่างตอบเป็นเสียงเดี ยวกันว่า เป็นคนดีพระเจ้าข้า…!!!
ชาวบ้านต่างตอบเป็นเสียงเดี
คนดีเมื่อกายแยกแตกสลาย จะไปมืดหรือสว่าง….? ชาวบ้านต่างตอบเป็นเสียงเดี ยวกันว่า สว่างพระเจ้าข้า..!!!
นี่คือศีลในพุทธศาสนา ไม่มีข้อห้ามอะไรเลย มันเป็นศีลแห่งอริยสัจ คือเป็นใจที่มีเหตุและผล ตรงตามความเป็นจริง
เรียกว่าเป็นผู้มีสติที่เป็ น หิริโอตัปปะ เป็นผู้ละอายต่อการกระทำแต่ เพียงฝ่ายเดียว เป็นผู้ที่นึกระลึกถึงหัวอก เขาหัวอกเรา เราไม่ชอบอย่างไร ใครๆเขาก็ไม่ชอบอย่างนั้น เราจึงไม่ควรทำหรือไปเบียดเ บียนใคร ให้ใจใครเขาหรือใจเราเดือดร ้อน .
เรียกว่าเป็นผู้มีสติที่เป็
นี่คือผู้มีศีล เป็นผู้มีสติระลึกอยู่อย่าง นี้ จนใจเป็นปกติ นี่..เป็นศีลแห่งพระอริยเจ้ า เป็นศีลเบื้องต้น เป็นศีลที่จะไม่มีวันลงไปสู ่อบาย หรือนรกขุมไหนอีกแล้ว
เป็นวิมุตติศีล เป็นโลกุตระศีล เป็นศีลอันประเสริฐของเหล่า มวลหมู่มนุษย์
เป็นวิมุตติศีล เป็นโลกุตระศีล เป็นศีลอันประเสริฐของเหล่า
ทางพุทธผู้ที่ได้ประจักษ์ชัดเ ช่นนี้กับใจ เราเรียกว่า พระโสดาบัน พระโสดาบันเป็นมนุษย์ขั้นศี ลในพระพุทธศาสนา พระสกิทาคามีก็เป็นมนุษย์ขั ้นศีลในพระพุทธศาสนา แต่เป็นใจที่ละเอียดมากกว่า ขั้นโสดาบัน
คือโลภน้อยลง และโกรธน้อยลงกว่ามนุษย์ทั่ วๆไปในขั้นศีล.
ผู้มีศีลเหล่านี้ กลับมาเกิดกำเนิดเป็นมนุษย์ 7 ชาติมั่ง 3 ชาติมั่ง ชาติเดียวมั่ง ก็จะพ้นแล้วจากกองทุกข์
ผู้มีศีลเหล่านี้ กลับมาเกิดกำเนิดเป็นมนุษย์
นี่คือศีลในวิถีพุทธ ผู้มีศีลมีความมั่นใจจนประจ ักษ์กับตัวเองว่า
ตัวข้านี้ มีดี ไม่ต้องตกนรกแน่. มันแน่ใจโดยที่ไม่เชื่อใครอ ีกแล้ว เพราะเขามีสติครอบครองดูแลร ักษาใจอยู่
ตัวข้านี้ มีดี ไม่ต้องตกนรกแน่. มันแน่ใจโดยที่ไม่เชื่อใครอ
สติเกิดจากการพิจารณา การพิจารณาเกิดจากศรัทธา ศรัทธาเกิดจากการได้ฟังธรรมตรงตามความเป็นจริงจากสัตบุ รุษ
การได้ฟังธรรมเกิดจากการน้อ มใจเข้าหาสัตบุรุษ
การน้อมใจเข้าหา เกิดจากการลดตัวตน
เมื่อลดตัวตนก็เข้าหาสัตบุร ุษ เมื่อเข้าหาก็ได้ฟังธรรมจาก สัตบุรุษ
การน้อมใจเข้าหา เกิดจากการลดตัวตน
เมื่อลดตัวตนก็เข้าหาสัตบุร
เมื่อฟังธรรมก็จะเกิดศรัทธา รู้เห็นตรงตามความเป็นจริง
เมื่อเกิดศรัทธา ก็จะเกิดการพิจารณา
เมื่อเกิดการพิจารณา ก็จะมีสติ
เมื่อมีสติ ก็จะเกิดการสำรวม กาย วาจา ใจ
เมื่อเกิดการสำรวม ก็เป็นผู้มีศีล
ผู้มีศีลก็ไม่ตกไปเป็นทาสขอ งนิวรณ์ 5
ผู้ไม่เป็นทาสของนิวรณ์ 5 ก็ไม่ตกไปเป็นขี้ข้าแห่งอวิ ชา
เมื่อเกิดศรัทธา ก็จะเกิดการพิจารณา
เมื่อเกิดการพิจารณา ก็จะมีสติ
เมื่อมีสติ ก็จะเกิดการสำรวม กาย วาจา ใจ
เมื่อเกิดการสำรวม ก็เป็นผู้มีศีล
ผู้มีศีลก็ไม่ตกไปเป็นทาสขอ
ผู้ไม่เป็นทาสของนิวรณ์ 5 ก็ไม่ตกไปเป็นขี้ข้าแห่งอวิ
เพราะอวิชามีนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร
นิวรณ์ 5 มีความทุศีลเป็นอาหาร
ความทุศีลมีการไม่สำรวมเป็น อาหาร
ความไม่สำรวมอาศัยการไม่มีส ติเป็นอาหาร
การไม่มีสติอาศัยการไม่พิจา รณาเป็นอาหาร
การไม่พิจารณาอาศัยการไม่มี ศรัทธาเป็นอาหาร
การไม่มีศรัทธาอาศัยการไม่ไ ด้ฟังธรรมจากสัตบุรุษเป็นอา หาร
นิวรณ์ 5 มีความทุศีลเป็นอาหาร
ความทุศีลมีการไม่สำรวมเป็น
ความไม่สำรวมอาศัยการไม่มีส
การไม่มีสติอาศัยการไม่พิจา
การไม่พิจารณาอาศัยการไม่มี
การไม่มีศรัทธาอาศัยการไม่ไ
ที่มา : ธรรมกะ บุญญพลัง



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น